ดีเเซสเตอร์ ซินโดรม (Disaster Syndrome)

เป็นกลุ่มอาการหรือพฤติกรรมที่แปรปรวน เนื่องจากหายนภัยสะเทือนขวัญต่างๆ  จากธรรมชาติทำ เช่น ภัยจากเเรงระเบิด  ภูเขาไฟ ภัยลมพายุ ภัยจากน้ำท่วม  เป็นต้น  ซึ่งสร้างความเสียหายใหญ่หลวงทั้งชีวิต ทรัพย์สิน เเละ สุขภาพ (ทางใจเเละสังคม) โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ  เศณ้าโศก สูญเสีย เเละสิ้นหวัง               

รายังคงจำโรงลำไยอบแห้งระเบิดที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2542 ภัยแห่งพายุที่ชุมพรเมื่อ 10 ปีก่อนและภัยน้ำท่วม-แผ่นดินถล่มที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดไกล้เคียงเมื่อปี 2530 ได้ ผู้คนในเหตุการณ์ตาย-เจ็บและสูญเสียสุขภาพทางจิตใจอย่างมาก แล้วก็เกิดอาการ ดิแซสเตอร์ ตามมา ต้องดูแลรักษามากมาย               

เมื่อเกิดเศรษฐ์กิจฟองสบู่แตก 2 กรกฎาคม 2540  เราก็เกิดกลุ่มอาการ ดิแซสเตอร์กันทั่วประเทศอุบัติภัยจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเป็นภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ (man made) ซึ่งป้องกันได้ง่ายกว่าภัยธรรมชาติ (Nature made) แต่ก็มักประมาทไม่หาทางป้องกันจริงจังมากนัก             กลุ่มอาการดิแซสเตอร์มีพฤติกรรมที่ผันแปรไปเห็นชัดๆ สรุปได้เป็น 3 ขั้นดังนี้

1.  ช็อก คือ อาการตกตะลึง มึนงง ขาดความระมัดระวัง อาจร่อนแร่ไปอย่างไร้จุดหมาย  อาการหนักมากๆ จะถึงขั้นงงงัน (Stuporus) ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว 

2.ชักแนะได้ เป็นช่วยที่สร่างจากอาการมึนงง แต่ยังช้าและยังเชื่องๆ อยู่

3.ระยะฟื้น กำลังกายและกำลังใจดีขึ้นมาก  แจ่ยังคงมีความเครียด(Stress) อยู่โดยแสดงอารมณ์ หวั่นไหวบ้าง ผู้เคราะร้ายสามารถเล่าหรือมีแนวโน้มที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกเนื่องๆอันแสดงถึงความเข้มแข็งที่จะเผชิญกับหายนะบ้างโดยตื่นกลัวไม่มากนักแสดงให้เห็นว่ามีจิตใจสมดุล (Psychological Balance)อย่างไรก็ดี  สภาพแวดล้อมภายนอกแย่ๆ ที่ก่อให้เกิดดีแซสเตอร์ ชินโดรม คงมิใช่เฉพาะที่กล่าวไว้เท่านั้น  แจต่น่าจะมีสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่เกิดจากมนุษย์ทำ เช่น รัฐบาลฝีมือย่อหยอน หรือ นักการเมืองมือไม่สะอาดโพลสำนักวิจัย เอแบคล่าสุด (มติชน 25 กันยายน 2543 )ระบุว่าประชาชนร้อยละ 80 เชื่อว่าประเทศจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเลวร้ายได้อีก เพราะคอร์รัปชั่นของนักการเมือง และนี่ก็น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายพอจะให้ประชาชนเกิดโรค ดิแซสเตอร์ ซินโดรมได้ 

Credit หนังสือ Psy-Q เชิงอรรถจิตวิทยา โดย กิติกร มีทรัพย์ ส.สีมา ราคาเล่มละ 156 บาท สำนักพิมพ์ มติชน

Comment

Comment:

Tweet